Site icon Onlinenewstime.com – News and Knowledge to sustainability

“ปอดบวม” เพชฌฆาตเงียบ

Onlinenewstime.com : “โรคปอดบวม” ไม่ใช่โรคที่เกิดขึ้นใหม่  ถือเป็นเพชฌฆาตเงียบตัวจริงที่คร่าชีวิตของคนทั่วโลกเป็นจำนวนมาก สำหรับประเทศไทยนั้น มีข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข  ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 21 พฤษภาคม 2562 พบผู้ป่วยโรคปอดบวมแล้ว 96,084 ราย เสียชีวิต 79 ราย กลุ่มที่พบผู้ป่วยมากที่สุดคือ กลุ่มอายุ 65 ปีขึ้นไป ส่วนจังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 5 อันดับแรก คือ เชียงราย อุบลราชธานี ขอนแก่น น่าน ศรีสะเกษ

แพทย์หญิงสุมิตรา อวิรุทธ์นันท์ กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านทารกแรกเกิดและปริกำเนิด แพทย์ประจำโรงพยาบาลพริ้นซ์ ปากน้ำโพ 2 จังหวัดนครสวรรค์ ได้ให้ข้อมูลว่าโรคปอดบวม ในทางภาษาแพทย์เรียกว่า นิวโมเนีย (pneumonia) มีทั้งติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ แต่ส่วนมากที่พบบ่อยคือ ปอดบวมจากการติดเชื้อ ซึ่งจะมีทั้งเชื้อแบคทีเรียและไวรัส โดยจะพบเชื้อไวรัสมากกว่า

ส่วนปอดบวมที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย จะมาจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า “สเตรปโตคอคคัสนิวโมเนียอี” (Streptococcus Pneumoniae) เป็นแบคทีเรียตัวร้าย นอกจากทำให้เกิดโรคปอดบวมในวัยเด็กแล้ว ยังทำให้เกิดโรคอื่นตามมาได้ เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด  ติดเชื้อในหูชั้นกลาง ทั้งนี้หากมีการติดเชื้อรุนแรงจากเชื้อสเตรปโตคอคคัส จะเรียกว่าเป็นกลุ่มโรคไอพีดี (Invasive Pneumococcal Disease)

ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง

ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อ  ได้แก่  กลุ่มเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็ก ที่มีโรคประจำตัวและคลอดก่อนกำหนด นอกจากนี้ ยังมีผู้สูงอายุ 50 ปีขึ้นไป รวมไปถึงผู้ที่มีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคทางปอด โรคหัวใจ เบาหวาน ความดัน จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ได้ง่ายเช่นกัน 

วิธีสังเกตอาการของโรค

ในช่วงเริ่มแรก อาการจะคล้ายเป็นไข้หวัดทั่วไป  โดยจะมีอาการไอ  มีน้ำมูก เจ็บคอ มีไข้  แต่หากเชื้อเริ่มลงปอดแล้ว  ไข้จะสูง 39-40  องศาเซลเซียส  มีอาการไอมาก หอบเหนื่อย หายใจเร็ว หายใจลำบาก หายใจมีเสียงดัง หายใจกระแทก  หายใจหอบ  หากมีอาการดังกล่าวควรรีบไปพบแพทย์ทันที 

แนวทางในการรักษา

แพทย์จะทำการตรวจ และฟังเสียงหลอดลมหากไม่ติดเชื้อรุนแรง สามารถรักษาโดยการพ่นยา หรือรับยาไปรับประทาน  แต่หากติดเชื้อรุนแรงจะต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลเพื่อพ่นยา รับยาฆ่าเชื้อ และให้น้ำเกลือทางเส้นเลือด เมื่อเกิดอาการเบื้องต้น ควรรีบรักษาอย่านิ่งนอนใจรอจนอาการลุกลามหนัก ซึ่งเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตได้

การป้องกันตนเองจากโรคปอดบวม

วิธีการป้องกันตนเองให้ห่างไกลจากโรคปอดบวม ควรเริ่มตั้งแต่การปฏิบัติตามสุขอนามัยที่ดี ด้วยการ “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” หากไอหรือจามต้องปิดปากปิดจมูก เมื่อไอหรือจามแล้วควรล้างมือให้สะอาด เนื่องจากเชื้อเหล่านี้ จะแพร่กระจายทางสารคัดหลั่ง ได้แก่ น้ำมูก น้ำลาย  ในกลุ่มเด็กเล็กและอยู่ในวัยเรียนหากติดเชื้อแล้วควรงดไปโรงเรียน เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ  

การฉีดวัคซีนจำเป็นหรือไม่

นอกจากนี้ วิธีการป้องกันอีกอย่างหนึ่งคือ การได้รับวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรค ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันปอดบวมจากเชื้อแบคทีเรีย หรือ วัคซีนไอพีดี (IPD) โดยวัคซีนนี้ ไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในวัคซีนฟรีของรัฐบาล สามารถเริ่มฉีดได้ตั้งแต่เด็กอายุ 2 เดือนขึ้นไป กลุ่มผู้สูงอายุมากกว่า 50 ปี และทุกกลุ่มอายุ ซึ่งวัคซีนนี้นอกจากจะป้องกันโรคปอดบวมแล้ว ยังป้องกันการติดเชื้อในกระแสเลือด รวมไปถึงโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบด้วย ปัจจุบันมีทั้งวัคซีน 10 สายพันธุ์ และวัคซีน 13 สายพันธุ์ สามารถป้องกันโรคปอดบวมได้ทั้ง 2 แบบ โดยในวัคซีน 13 สายพันธุ์จะมีความครอบคลุมมากกว่า  

Exit mobile version