
Onlinenewstime.com : โค้งถนนรัชดาได้รับการเรียกขานเป็น “โค้ง 100 ศพ” “โค้งศาลอาญา” หรือ “โค้งมรณะ”จากสถิติในรอบ 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย.2563) เกิดอุบัติเหตุบนโค้งศาลอาญา 293 ครั้ง เสียชีวิต 5 ราย (ส.ค. 1 ราย และ ก.ย. 4 ราย) บาดเจ็บ 152 ราย
สิ่งที่น่าติดตาม คือ เฉพาะในเดือนกันยายน เกิดอุบัติเหตุรวม 41 ครั้ง โดยภายในระยะ 9 วัน เกิดเหตุน่าสลดใจจากอุบัติเหตุ ในบริเวณเดียวกันนี้ถึง 3 ครั้ง เสียชีวิตถึง 4 ราย ตามที่เป็นข่าวดังนี้
16 ก.ย. 63 – รถกระบะสีดำ เสียหลักชนเสาไฟฟ้าบนขอบทางเท้า โค้งศาลอาญา ขาเข้า หน้าอาคาร คปภ. เสียชีวิต 1 ราย
20 ก.ย. 63 – รถกะบะ สีน้ำเงินเสียหลักชนเสาไฟฟ้าและต้นไม้บนขอบทางเท้า โค้งศาลอาญา ขาเข้า บริเวณหน้าอาคารกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ แม่-ลูกวัยทารก เสียชีวิต 2 ราย
24 ก.ย. 63 – ดีเจขับรถเก๋ง พุ่งชนเสาไฟฟ้าแรงสูง แผงเหล็กกั้นบนขอบทางเท้าหัก โค้งศาลอาญา ช่วงระหว่าง ม.ราชภัฏจันทรเกษม กับอาคาร คปภ. เสียชีวิต 1 ราย
วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.พิชัย ธานีรณานนท์ ประธานคณะอนุกรรมการสาขาป้องกันอุบัติเหตุทางถนนและการเสียชีวิต พร้อมด้วยทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญวสท. ดร.กุลธน แย้มพลอย และ ดร.นรบดี สาละธรรม ลงพื้นที่ตรวจวิเคราะห์ทางวิศวกรรม บริเวณโค้งที่เกิดเหตุ พร้อมหน่วยงานกรุงเทพมหานคร ได้แก่ สำนักการโยธา และสำนักการจราจรและขนส่ง ศูนย์อำนวยความปลอดภัยทางถนน และตำรวจท้องที่
การลงพื้นที่ตรวจสอบ มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันหาทางแก้ไขปัญหา ลดความเสี่ยง และความหวาดกลัวของประชาชน ด้วยหลักวิศวกรรมและบริหารจัดการอย่างรอบด้าน เสริมสร้างความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนด้วยวิถีแห่งระบบที่ปลอดภัย (Safe System Approach)
อุบัติเหตุนั้นเกิดขึ้นได้เสมอ แต่จะต้องไม่รุนแรงถึงขั้นบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต ด้วยวิสัยทัศน์ “Thailand Towards Zero” หรือ แนวทางบริหารจัดการ เพื่อลดอัตราการตายและผู้บาดเจ็บสาหัสบนถนนให้เป็นศูนย์ ความร่วมมือนี้ จะเป็นพลังสร้างสรรค์ให้กรุงเทพมหานคร เป็นเมืองน่าอยู่ที่มีความปลอดภัยสูงสุดอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นเมืองมหานครระดับโลกที่ยั่งยืนต่อไป

4 ปัจจัยที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุและแนวทางแก้ปัญหา
ศ. ดร.พิชัย ธานีรณานนท์ ประธานคณะอนุกรรมการสาขาป้องกันอุบัติเหตุทางถนนและการเสียชีวิต วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) กล่าวว่า ถนนรัชดาภิเษก ซึ่งเป็นถนน 8 เลน (ฝั่งขาเข้าเมือง 4 เลน และฝั่งขาออก 4 เลน) โดยในช่วงโค้งถนน ถัดจากอุโมงค์ทางลอดแยกรัชโยธิน ผ่านซอยรัชดา 36 (เสือใหญ่อุทิศ) ถึงซอยรัชดา 32 มีรัศมีโค้งกว้างมาก รวมความยาว 1.5 กิโลเมตร
ลักษณะของอุบัติเหตุส่วนใหญ่ มักเกิดขึ้นในเวลากลางคืน หรือในช่วงเวลาที่ทัศนะวิสัยไม่อำนวย เช่น ขณะฝนตก ในยามดึก ซึ่งถนนโล่งทำให้ผู้ขับขี่หลายคน ใช้ความเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนดไว้
เป็นที่สังเกตว่า แต่เดิมอุบัติเหตุบนโค้งศาลอาญา มักจะเกิดที่ฝั่งขาออก แต่หลังจากอุโมงค์ทางลอดแยกรัชโยธิน-รัชดา สร้างเสร็จแทนแยกไฟแดงนั้น ทำให้บริเวณเกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่ เปลี่ยนมาอยู่ฝั่งขาเข้าเมือง
เนื่องจากรถลอดอุโมงค์แยกรัชโยธิน มักจะต้องเร่งความเร็วตลอดมาจนถึงโค้งถนน ซึ่งไม่มีกลไกชะลอความเร็วของรถลง ดังนั้นหากความเร็วรถวิ่งมาสูงกว่าความเร็วบังคับ ผู้ขับจะควบคุมรถได้ยาก หรือไม่สามารถควบคุมรถให้วิ่งตามแนวเส้นทางได้
สภาพปัญหาที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุบริเวณทางโค้งรัชดาเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย และข้อเสนอแนะแก้ไขปัญหา ดังนี้
1. ลักษณะทางโค้งรัชดาแบบโค้งหลังหัก (Broken Back Curve) คือ โค้งที่มีสองรัศมีโค้ง ซึ่งตรงกลางเชื่อมด้วยเส้นตรงสั้นๆโดยธรรมชาติผู้ขับขี่เมื่อเข้าโค้ง ก็ไม่คิดว่าจะต้องปรับพวงมาลัยทำให้ผู้ขับขี่ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก ที่จะควบคุมรถให้อยู่ในช่องจราจร หรือหากขับมาด้วยความเร็วสูงกว่า 80 กม.ต่อชม.(หรือต่ำกว่ากรณีที่ฝนตก) มักจะไม่สามารถควบคุมรถ ให้อยู่ในแนวช่องจราจรได้ หรือควบคุมรถไม่ได้เลย
ข้อเสนอแนะควรแก้ไขทางโค้งหลังหักให้เป็นทางโค้งเดียว โดยวิศวกรออกแบบที่เชี่ยวชาญ เพิ่มการนำทางโค้ง โดยการติดตั้งเครื่องหมายจราจรบนผิวทางแบบสะท้อนแสง ที่แนวด้านนอกขอบโค้ง และติดตั้งป้ายบังคับความเร็วที่ปลอดภัยในการขับขี่ ให้ประชาชนผู้ใช้รถสามารถเห็นได้ชัดเจน บนผิวถนน และ ป้ายบังคับความเร็วอิเล็คทรอนิกส์แบบแขวนสูง
2. ไม่มีการยกโค้ง (Superelevation) ทำให้รถที่วิ่งเข้าสู่ทางโค้งด้วยความเร็วสูงกว่าความเร็วบังคับ จนไม่สามารถควบคุมรถ ให้วิ่งตามแนวเส้นทางได้
ข้อเสนอแนะ เพิ่มแรงด้านข้างบนล้อรถ Sideway Force โดยการยกโค้งด้านนอกให้สูง เพื่อให้บังคับล้อรถ ให้วิ่งเข้าโค้งได้อย่างปลอดภัย หรือวิธีอื่น เช่น ปูผิวด้วยหินเล็ก (Chip seal) เพื่อลดความเสี่ยงการเสียหลักหลุดโค้งออกไป
3. ขาดกลไกชะลอความเร็วของรถยนต์ (Traffic Calming) ทำให้รถที่วิ่งจากอุโมงค์ทางลอด เข้าสู่ทางโค้งด้วยความเร็วสูงกว่าความเร็วบังคับ จนไม่สามารถควบคุมรถ ให้วิ่งตามแนวเส้นทางได้
ข้อเสนอแนะ อาจทำได้หลายวิธี เช่น Barrier พลาสติกกั้นแต่ละเลนจราจรในช่วงโค้งอันตราย, การทำระบบดิจิทัลบอกความเร็วของรถที่วิ่งผ่าน ควบคู่มาตรการทางกฏหมาย เพิ่มค่าปรับตามอัตราความเร็วเหมือนในต่างประเทศ, ป้ายแนะนำความเร็ว เปลี่ยนเป็นป้ายบังคับใช้ความเร็วที่กำหนด เป็นต้น ทั้งนี้จะได้หารือทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยอาจมีระยะทดลอง เพื่อประเมินผลและปรับพัฒนามาตรการ
4. มีทางแยกเข้า-ออกซอย บริเวณทางโค้ง (ซอยรัชดา 36 เสือใหญ่อุทิศ) ซึ่งประชาชนผู้ขับขี่ ไม่สามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน
ข้อเสนอแนะ ควรพิจารณาปรับปรุงช่องจราจร และเครื่องหมายจราจรบริเวณก่อนทางเข้า-ออกซอย เพื่อช่วยให้รถที่วิ่งมา สามารถสังเกตเห็นทางเชื่อมในบริเวณทางโค้งได้อย่างชัดเจนมากขึ้น หรือจัดช่องจราจรช่องซ้ายสุด ให้เป็นช่องเลี้ยวซ้ายเข้าซอยรัชดา 36เสือใหญ่อุทิศ
5. ราวเหล็กกันขอบทางเท้า พบว่าราวเหล็ก ไม่ได้อยู่ที่ขอบทางแต่มีระยะร่นจากขอบทาง 30 เซนติเมตร ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพของราวเหล็ก ที่จะป้องกันอันตรายลดลงไป อีกทั้งราวเหล็กยังอยู่ชิดกับเสาไฟฟ้าอีกด้วย รถที่เสียหลัก จะพุ่งเข้าชนขอบทางเท้าก่อนและจะเหินขึ้นไปชนราวเหล็กกันอันตรายนี้
ข้อเสนอแนะ ควรพิจารณาจัดสร้างราวกันชนแบบคอนกรีตหุ้มวัสดุยาง โดยต้องชิดขอบทางเท้า วัสดุยางหุ้มช่วยลดแรงกระแทก เว้นระยะให้ห่างจากเสาไฟฟ้า
6.พื้นผิวจราจร ในช่วงโค้งศาลอาญานี้ พบว่าพื้นผิวจราจรไม่เรียบ มีการสึกกร่อนของยางมะตอย เศษหินแตกออกมา ฝนตกจะมีหลุมน้ำขัง เหล่านี้มีส่วนทำให้รถที่วิ่งมาล้อแฉลบ การควบคุมรถอาจเกิดความเสี่ยงได้
ข้อเสนอแนะ ปรับผิวจราจรให้มีสภาพดีและเรียบตามมาตรฐาน
7. ฟังก์ชั่นของถนนในเขตเมือง กฎหมายกำหนดให้ผู้ขับขี่ สามารถใช้ความเร็วได้ไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ต่างจากดีไซน์การออกแบบถนนไฮเวย์ ที่สามารถรองรับความได้มากกว่า 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ข้อเสนอแนะ ประชาสัมพันธ์แก่ประชาชนให้ระมัดระวัง ควบคุมความเร็วของรถให้ปลอดภัยจากอุบัติเหตุ ในระยะยาวต้องมุ่งเน้นการพัฒนาหลักสูตร และปลูกฝังทัศนคติความปลอดภัยแก่พลเมืองตั้งแต่วัยเด็กในโรงเรียน
ทั้งนี้ทาง วสท.และกรุงเทพมหานคร จะร่วมกันขับเคลื่อนแผนดำเนินงานแก้ปัญหาโค้งศาลอาญา ให้ออกมาเป็นรูปธรรมและบูรณาการ โดยทางกรุงเทพมหานคร รับในหลักการและจะทำเป็นแผนระยะสั้นที่ทำได้เร็ว (Quick Win) และแผนระยะยาว ที่ต้องใช้เวลาและเสนองบประมาณ พร้อมทั้งผลักดันแนวคิด “Thailand Towards Zero Deaths แนวทางลดการตายและผู้บาดเจ็บสาหัสบนถนนให้เป็นศูนย์” ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบนถนน จะต้องไม่ทำให้รุนแรงถึงตายหรือบาดเจ็บสาหัส